พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระบิดาแห่งวิทยาศาสตร์ไทย
พระราชกรณียกิจอีกอย่างหนึ่งของพระองค์ ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจแก่ประเทศของเรา ก็คือ การที่ทรงสถาปนาเวลามาตรฐานขึ้นในประเทศสยาม หรือที่เราเรียกกันว่า Bangkok mean time ก่อนชาติใดๆ ในโลก
......พระอภิเนานิเวศน์ ประกอบด้วยพระที่นั่งต่างๆ หลายองค์ องค์หนึ่งคือ “พระที่นั่งภูวดลทัศไนย” ตั้งอยู่ด้านเหนือของพระที่นั่งอนันตสมาคม(เดิม) ตรงพุทธนิเวศน์ ซึ่งเป็นพระที่นั่งตึกสูง 5 ชั้น ชั้นบนสุดติดตั้งนาฬิกาขนาดใหญ่ทั้ง 4 ด้าน มีพระราชประสงค์ให้ใช้เป็นหอนาฬิกาหลวง เพื่อทำหน้าที่บอกและรักษาเวลามาตรฐาน ดังปรากฏในประกาศรัชกาลที่ 4 ฉบับที่ 306, พ.ศ. 2411
และด้วยพระอัจฉริยภาพของพระองค์ ได้ทรงกำหนดให้เส้นแวง 100 องศา 29 ลิปดา 50 ฟิลิปดา ตะวันออก เป็นเส้นแวงหลักผ่านพระที่นั่งภูวดลทัศไนย และได้โปรดฯ ให้มีเจ้าหน้าที่รักษาเวลามาตรฐาน ประจำหอนาฬิกาหลวง ซึ่งนับว่าเป็นตำแหน่งงานทางวิทยาศาสตร์ไทยชุดแรก คือตำแหน่งพันทิวาทิตย์ มีหน้าที่เทียบเวลากลางวันจากดวงอาทิตย์ และตำแหน่งพันพินิตจันทรา ทำหน้าที่เทียบเวลากลางคืนจากดวงจันทร์ โดยสังเกตจากดวงอาทิตย์หรือดวงจันทร์ที่เคลื่อนผ่านเมอริเดียนของสถานที่สังเกตการณ์ของบุคคลทั้งสอง ซึ่งก็คือ พระที่นั่งภูวดลทัศไนย และจากการที่ทรงได้สังเกตดวงอาทิตย์บนท้องฟ้ามานานหลายปี ทรงพบว่าการขึ้น ตก และแนวการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์ในเดือนต่างๆ นั้น แตกต่างกัน ที่หอนาฬิกาหลวงจึงมีการคำนวณทางดาราศาสตร์เป็นรายวันทุกๆ วัน เพื่อตั้งปรับเวลาที่หอนาฬิกาหลวงตามที่ได้คำนวณไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เป็นเวลามาตรฐานกรุงเทพปานกลาง หรือที่เรียกว่า Bangkok mean time ซึ่งเป็นเวลาที่เร็วกว่าที่กรีนิช 6 ชั่วโมง 42 นาที
ดังนั้นประเทศไทยของเราจึงมีเวลามาตรฐานเป็นของตัวเองตั้งแต่ปี พ.ศ. 2400 และได้มีการออกพระราชกำหนดเรื่องนาฬิกา ในปี พ.ศ. 2411 อันเป็นปีสุดท้ายแห่งรัชกาล จึงนับได้ว่าประเทศไทยมีเวลามาตรฐานอย่างถูกต้องตามหลักดาราศาสตร์เป็นชนชาติแรกของโลก เพราะ ณ เวลานั้นแม้แต่หอดูดาว ที่ตำบลกรีนิช ประเทศอังกฤษก็ยังไม่มีการกำหนดเวลามาตรฐาน รัฐสภาอังกฤษเพิ่งจะมีการออกพระราชบัญญัติเวลามาตรฐานเมื่อปี ค.ศ. 1880 (พ.ศ. 2423) และในปี ค.ศ. 1884 (พ.ศ. 2427) นักดาราศาสตร์จึงได้ตกลงกันกำหนดเส้นแวงที่ผ่านเมืองกรีนิชเป็นเส้น 0 องศา เพื่อใช้เทียบเวลาโลก
นอกจากหอนาฬิกาหลวงที่พระที่นั่งภูวดลทัศไนยแล้ว ยังปรากฏหลักฐานว่าพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ให้กรมขุนราชสีหวิกรมทรงออกแบบสร้างหอนาฬิกา ซึ่งตั้งอยู่บริเวณมุขเด็จพระที่นั่งจักรีมหาปราสาทในปัจจุบัน เชื่อกันว่ามีพระราชประสงค์จะให้ชาวเรือขึ้นล่องแม่น้ำเจ้าพระยามองเห็น และเทียบเวลาเดินเรือได้สะดวก
ภายหลังในปี พ.ศ. 2462 ได้มีการประชุมสภาสากลอุทกนิยม ณ กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ เพื่อแบ่งภาคเวลา โดยกำหนดให้ตำบลกรีนิช เป็นจุดแรกของการกำเนิดเวลา ประเทศไทยจึงได้มีการกำหนดเวลามาตรฐานใหม่ จากเส้นแวงที่ 100 ตะวันออก ซึ่งพาดผ่านพระบรมมหาราชวัง มาเป็นเส้นแวงที่ 105 องศาตะวันออก จังหวัดอุบลราชธานี โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ได้ทรงออกพระราชกฤษฎีกาให้ใช้อัตราเวลาทั่วราชอาณาจักรไทย เป็น 7 ชั่วโมงก่อนเวลาที่ตำบลกรีนิช กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ (GMT+7)ตั้งแต่ 1 เม.ย. 2463 นับตั้งแต่นั้นมา
คัด/ตัดต่อจากเว็บwww.geocities.com/roy_bilan222/story_8.htm - 19k
นวมินทราชูทิศ น้อมจิตพลี ถวายในหลวง ........................มุ่งมั่นเพื่อพัฒนาการเรียนการสอน...
รอบรั้วนวมินท์
วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
วันวิทยาศาสตร์แห่งชาติ
พระเจ้าแผ่นดินคนทั้งปวงยกย่องตั้งไว้เป็นที่พึ่ง ใครมีทุกข์ร้อนถ้อยความประการใด ก็ย่อมมาร้องให้ช่วยดังหนึ่งทารกเมื่อมีเหตุแล้วก็มาร้องหาบิดา มารดา เพราะฉะนั้นพระเจ้าแผ่นดินชื่อว่าคนทั้งปวงยกย่องให้เป็นบิดา มารดาของตัวแล้วก็ มีความกรุณาแก่คนทั้งปวง ดังหนึ่งบิดา มารดา กรุณาแก่ผู้บุตรจริงๆ โดยสุจริต...
พระราชปณิธาน ของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
คัดจากหนังสือ แนวพระราชดำริเก้ารัชกาลของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ จัดพิมพ์ พ.ศ. 2527
อ้างอิงจาก
http://siweb.dss.go.th/sci200/item1/history.html
ในเว็บที่อ้างถึงนี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจให้นักเรียนได้ศึกษา
วันจันทร์ที่ 26 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
"มาเฮียนหนังสือเมืองกั๋นเต๊อะ"
ค่าวฮ่ำ ค่าวฮ่ำ "มาเฮียนหนังสือเมืองกั๋นเต๊อะ"
ที่มา http://forums.212cafe.com/konmuang/board-5/topic-7.html
โดย ลุงน้อยสิงห์แก้ว มโนเพชร
คติกลอนสาร โบราณว่าไว้ ตามที่ได้ ยินเพิ่นไขจา
ใคร่หลวกใคร่รู้ หื้อหมั่นศึกษา บ่ใช่รู้มา จากท้องแม่ได้
หนังสือตัวเมือง หนังสือตัวใต้ เรียนเถอะกำไรชีวิต
ฝรั่งกูลา ยังมาค้นคิด สนใจอ่านอู้กำเมือง
เราคนเมืองแท้ ฟู่ได้ไปเปลือง ตัวหนังสือเมือง พ้อยอ่านบ่ได้
ของเก่าของหลัง แต่เดิมแท้ใส้ สังบ่อาลัยอ่วงไว้
เถิงว่าทางการ บ่กินบ่ใช้ ก็ขออย่าได้ลืมลา
ทีตัวอังกฤษ ฝรั่งภาษา สูท่านยังพา-กันเรียนว่าโก้
อะอาอิอี อุอูเอ้โอ้ ว่าไอดอนท์โนวมืดทึก
หนังสือเมืองเรา บ่เอาใจนึก ไปสวะคว่างได้สันใด
ยูแคนสปิ๊ค อิงลิชยังไหว ฟุตฟิตฟอไฟ จะใดว่าได้
หนังสือตัวเมือง ลื้อบ่มีไก๊ จาหนี้อึ่มจายเสียงฮ้อ
หนังสือตัวเมือง เพสเพียงเพชรค้อ เป็นของคิ่นข้อควรเอา
จะใดคว่างไว้ ไปเรียนตัวเขา ลวดเสเลเมา เอาเป็นที่จั้ง
ของลุ่มวิสัย คันใจเราตั้ง ที่ไหนจะเรียนบ่รู้
หนังสือตัวเมือง เหมือนหลักกระทู้ ของชนเผ่าผู้เมืองเรา
อย่าทูมทอดไว้ หื้อได้หมองเหงา พออดใจเอา ใช้สรอยสืบเส้น
คำช้อยคำซอ อื่อนอพอเหล้น ก็ว่าโบราณเช่นล้ำ
ลวดเก็บใส่ไฟ เอาไหลล่องน้ำ ไปยินชอบสู่เพลงไทย
หันว่ามันเพราะ เหมาะทันสมัย กลอนค่าวซอใย บ่ใคร่ชอบสู้
ภาษิตเมืองเหนือ คร่าวเครือคำอู้ ไผบ่ฟื้นฟูเฟื้อฟัก
ขอเชิญลูกหลาน หว่านเครือที่รัก กับทังปู่ป้าวงษ์ใย
พออดช่วยค้ำ อย่าทำใจไกล เหมือนหนึเสียไฟ ไปเป่าหิ่งห้อย
บ่รู้สักนิด บ่ติดสักหน้อย หื้อเป็นแนวรอยสืบไว้
หนังสือเมืองเรา เก็บเอามาใช้ เต็มเป็นขึ้เหมี้ยงยังดี
เป็นของคิ่นเค้า เอามาขัดสี ใช้เป็นของดี สืบไปภายหน้า
อย่าหื้อมันสูญ ตกดินฝุ่นหญ้า จากแคว้นล้านนาเทศท้อง
เอาเป็นของขวัญ หมู่มวลพี่น้อง อันเกิดร่วมห้องวันลูน
หื้อเขาได้รู้ ฟื้นฟูอุดหนุน จักเป็นนาบุญ กุศลแผ่กว้าง
นับเป็นของดี ที่ควรอวดอ้าง แก่เหล่าประชาเจื่องชั้น
บ่ใช่หนังสือ ชาติใดชาตินั้น จะคิดสอนดั้นได้มี
จับลางชาตินั้น เขายังบ่มี ชาติเรายังดี มีหนังสือได้
มีทังตัวเมือง ตัวไทยตัวใต้ อย่าปลงอาลัยคว่างละ
อย่าหันของตัว ปูนขี้เหลียดละ มาสวะทอดได้ทูมดาย
ขอบรรยาย กลอนซอเสียงหนี้ ไว้เพียงเท่านี้วางคำ ก่อนแหล่นายเฮย ฯ
ที่มา http://forums.212cafe.com/konmuang/board-5/topic-7.html
ที่มา http://forums.212cafe.com/konmuang/board-5/topic-7.html
โดย ลุงน้อยสิงห์แก้ว มโนเพชร
คติกลอนสาร โบราณว่าไว้ ตามที่ได้ ยินเพิ่นไขจา
ใคร่หลวกใคร่รู้ หื้อหมั่นศึกษา บ่ใช่รู้มา จากท้องแม่ได้
หนังสือตัวเมือง หนังสือตัวใต้ เรียนเถอะกำไรชีวิต
ฝรั่งกูลา ยังมาค้นคิด สนใจอ่านอู้กำเมือง
เราคนเมืองแท้ ฟู่ได้ไปเปลือง ตัวหนังสือเมือง พ้อยอ่านบ่ได้
ของเก่าของหลัง แต่เดิมแท้ใส้ สังบ่อาลัยอ่วงไว้
เถิงว่าทางการ บ่กินบ่ใช้ ก็ขออย่าได้ลืมลา
ทีตัวอังกฤษ ฝรั่งภาษา สูท่านยังพา-กันเรียนว่าโก้
อะอาอิอี อุอูเอ้โอ้ ว่าไอดอนท์โนวมืดทึก
หนังสือเมืองเรา บ่เอาใจนึก ไปสวะคว่างได้สันใด
ยูแคนสปิ๊ค อิงลิชยังไหว ฟุตฟิตฟอไฟ จะใดว่าได้
หนังสือตัวเมือง ลื้อบ่มีไก๊ จาหนี้อึ่มจายเสียงฮ้อ
หนังสือตัวเมือง เพสเพียงเพชรค้อ เป็นของคิ่นข้อควรเอา
จะใดคว่างไว้ ไปเรียนตัวเขา ลวดเสเลเมา เอาเป็นที่จั้ง
ของลุ่มวิสัย คันใจเราตั้ง ที่ไหนจะเรียนบ่รู้
หนังสือตัวเมือง เหมือนหลักกระทู้ ของชนเผ่าผู้เมืองเรา
อย่าทูมทอดไว้ หื้อได้หมองเหงา พออดใจเอา ใช้สรอยสืบเส้น
คำช้อยคำซอ อื่อนอพอเหล้น ก็ว่าโบราณเช่นล้ำ
ลวดเก็บใส่ไฟ เอาไหลล่องน้ำ ไปยินชอบสู่เพลงไทย
หันว่ามันเพราะ เหมาะทันสมัย กลอนค่าวซอใย บ่ใคร่ชอบสู้
ภาษิตเมืองเหนือ คร่าวเครือคำอู้ ไผบ่ฟื้นฟูเฟื้อฟัก
ขอเชิญลูกหลาน หว่านเครือที่รัก กับทังปู่ป้าวงษ์ใย
พออดช่วยค้ำ อย่าทำใจไกล เหมือนหนึเสียไฟ ไปเป่าหิ่งห้อย
บ่รู้สักนิด บ่ติดสักหน้อย หื้อเป็นแนวรอยสืบไว้
หนังสือเมืองเรา เก็บเอามาใช้ เต็มเป็นขึ้เหมี้ยงยังดี
เป็นของคิ่นเค้า เอามาขัดสี ใช้เป็นของดี สืบไปภายหน้า
อย่าหื้อมันสูญ ตกดินฝุ่นหญ้า จากแคว้นล้านนาเทศท้อง
เอาเป็นของขวัญ หมู่มวลพี่น้อง อันเกิดร่วมห้องวันลูน
หื้อเขาได้รู้ ฟื้นฟูอุดหนุน จักเป็นนาบุญ กุศลแผ่กว้าง
นับเป็นของดี ที่ควรอวดอ้าง แก่เหล่าประชาเจื่องชั้น
บ่ใช่หนังสือ ชาติใดชาตินั้น จะคิดสอนดั้นได้มี
จับลางชาตินั้น เขายังบ่มี ชาติเรายังดี มีหนังสือได้
มีทังตัวเมือง ตัวไทยตัวใต้ อย่าปลงอาลัยคว่างละ
อย่าหันของตัว ปูนขี้เหลียดละ มาสวะทอดได้ทูมดาย
ขอบรรยาย กลอนซอเสียงหนี้ ไว้เพียงเท่านี้วางคำ ก่อนแหล่นายเฮย ฯ
ที่มา http://forums.212cafe.com/konmuang/board-5/topic-7.html
วันอาทิตย์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2553
ควันหลงวันไหว้ครู
ควันหลงวันไหว้ครู on PhotoPeach
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
